สูตรลับปลูกอินทผลัม พืชมรดกเงินล้าน เก็บเกี่ยว 60-80 ปี | Nouka Asia
พืชมรดก 60-80 ปี

ต้องรู้ให้มาก ก่อนปลูกอินทผลัม
ผลเดียวหลักสิบ... ช่อเดียวหนักสิบกิโล!

"บางคนเสียเงินนับล้าน เสียเวลาหลายปี ปลูกแล้วไม่ได้ผลสักที...
ปัญหาอยู่ที่ไหน? วันนี้จะเปิดให้รู้หมดเลยครับ!"

พืชทะเลทรายที่รวยได้ในไทย

อินทผลัมสดคุณภาพดี ราคากิโลละ 200-500 บาทขึ้นไป! ชอบอากาศร้อน แสงแดดจัดเต็มวัน (ภาคกลาง, อีสาน, เหนือตอนล่าง เหมาะมาก) แต่ไม่ชอบชื้น/ฝนชุกช่วงผลสุก


ค่า pH ที่ชอบ: 6.5 - 8.0 (ชอบด่างเล็กน้อย ทนดินเค็มได้! แต่อย่าเกิน 9)

รู้จักดิน... กุญแจดอกแรกของการรอด

อินทผลัมชอบดินร่วนปนทราย หรือดินร่วนระบายน้ำดีเยี่ยม หน้าดินลึกอย่างน้อย 1.5 - 2 เมตร เพราะรากหยั่งลึกมาก

ข้อห้ามเด็ดขาด!

ไม่ชอบน้ำขังเลยแม้แต่ชั่วคราว ถ้าน้ำขังดินแฉะ รากจะเน่าได้ง่ายมากๆ หากดินเปรี้ยว (pH ต่ำกว่า 6.5) ต้องปรับด้วยหินแร่ธรรมชาติ ทิ้งไว้ 1 เดือนก่อนปลูก

เรื่องเพศต้นสำคัญมาก... รู้ไว้ไม่เสียเงินล้าน!

ความเสี่ยงจากการ "เพาะเมล็ด"

ระวัง! ได้ต้นตัวผู้ (ให้ผลไม่ได้)

ต้นเพาะเมล็ดใช้เวลา 3-5 ปี กว่าจะออกดอกให้รู้เพศ! หากซื้อกล้าที่ไม่ได้เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ มีโอกาสสูงมากที่จะได้ "ต้นตัวผู้" ต้องเสียเวลาดูแล เสียค่าปุ๋ยฟรีๆ 3 ปีเต็ม!

สัดส่วนการปลูกที่ถูกต้อง:

ตัวผู้ 1 ต้น : ตัวเมีย 8-10 ต้น
(ถ้าไม่มีตัวผู้เลย ตัวเมียก็ไม่ติดผลแม้แต่ลูกเดียว!)

พันธุ์ที่เหมาะกับไทย

  • บาฮี / บาร์ฮี (Barhee):

    นิยมทานผลสด กรอบ หวาน ปลูกและดูแลง่ายในไทย

  • เมดจูล (Medjool):

    ราคาสูงที่สุด! ผลใหญ่ นิยมทานผลแห้ง/กึ่งแห้ง แต่ดูแลยากกว่า

*แนะนำให้ซื้อกล้าจากการ "เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ" เพื่อการันตีเพศ 100%

หลัก 3 ก. และ สัดส่วนอาหาร 1 ไร่

พืชกินได้

ดินต้องดี pH 6.5-8.0 หากดินเปรี้ยว พืชกินปุ๋ยไม่ได้ จุลินทรีย์ร้ายเกิด โรครุมเร้า

พืชกินครบ

ขาดธาตุใดไม่ได้เลย (17 ชนิด) ห้ามใส่แต่ NPK ต้องเสริมด้วยแร่ธรรมชาติและอินทรีย์วัตถุ

พืชกินสม่ำเสมอ

ให้ปุ๋ยน้อยแต่ถี่ ใช้สารฉีดพ่นช่วย แม้วันฟ้าปิดพืชก็ยังกินอาหารได้ ลูกไม่ร่วง ดอกไม่หล่น

น้ำ 25%
แสง 25%
เคมี 5% (10-20 กก.)
โนคะแร่ฯ+ฮิวมิค 45% (25-35 กก.)

*ความเข้มข้นของโนคะสูงกว่าปุ๋ยคอกหลายร้อยกิโล ปลอดภัยกว่า ไร้เชื้อรา

1. ระยะปลูก ขุดหลุม และการให้น้ำ

การขุดหลุม & ปุ๋ยรองก้นหลุม

ระยะปลูก: 8x8 หรือ 10x10 เมตร (16-25 ต้น/ไร่) อย่าปลูกชิดเพราะผลผลิตตกทันทีถ้าแสงไม่พอ!

ขนาดหลุม 1x1x1 เมตร: ตากหลุมทิ้งไว้ 1 เดือน แยกดินชั้นบน-ล่าง

ผสมดินกลบ: ดินชั้นบน + โนคะแร่ฯ+ฮิวมิค (รวม 2 กก.) + ทรายหยาบ (ถ้าดินแน่น) หมักไว้ 30 วัน

รองก้นหลุมก่อนปลูก: ใส่ร็อคฟอสเฟต (0-45-0) 500g กลบดินหนา 5 นิ้ว ก่อนวางต้นพันธุ์

*ฟอสฟอรัสละลายเลี้ยงรากยาว รากแกร่ง ทนแล้ง โตเร็ว ให้ผลเร็วกว่าหลายปี!

ระบบน้ำ (อินทผลัมชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำขัง)

ระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) ดีที่สุด!

วางสาย 2 เส้นขนาบข้าง ห่างโคนต้น 50-80 ซม. (ให้รากขยายเต็มที่) ปริมาณ 15-25 ลิตร/ต้น/ครั้ง

ความถี่การให้น้ำ:
  • ต้นเล็ก (1-3 เดือน): รดน้ำทุกวัน
  • ต้นโต: รดทุก 1-3 วัน (เช้า/เย็น)
  • ฤดูหนาว: ลดเหลือสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

2. ไทม์ไลน์ใส่ปุ๋ย สูตรอินทผลัมพรีเมียม

1
ช่วงต้นอ่อน 1-3 ปี (สร้างรากและลำต้น)

ยังไม่ออกผล... แต่ห้ามงดปุ๋ยเด็ดขาด!

โรยรอบทรงพุ่ม ห่างโคน 50-80 ซม. (อย่าโรยชิดโคน!)

ปีที่ 1

ปุ๋ย 20-10-10 (300g) + โนคะแร่ฯ/ฮิวมิค (800g)
= 1.2 กก./ต้น (ทุก 3 เดือน)

ปีที่ 2-3

ปุ๋ยเคมี (600g) + โนคะแร่ฯ/ฮิวมิค (1kg)
= 1.6 กก./ต้น (ทุก 3 เดือน)

2
อายุ 3-5 ปีขึ้นไป (เริ่มให้ผลผลิต)

เปลี่ยนสูตรทันที! เน้น P และ K

โพแทสเซียมสูงทำให้อวบใหญ่ หวาน สีสวย ใช้ปุ๋ย 12-12-17 หรือ 13-13-21 (800g) + โนคะแร่ฯ/ฮิวมิค (1.5kg)

= รวม 2.3 กิโลกรัม / ต้น (ใส่ปีละ 3-4 ครั้ง)

อย่าลืม: แมกนีเซียมซัลเฟต (สร้างน้ำตาล) และ โบรอน (ช่วยผสมเกสร ติดดก)

เทคนิคมืออาชีพที่ทุกคนต้องทำ

"ผสมเกสรด้วยมือ" เพิ่มผลผลิตเป็นเท่าตัว!

อย่ารอให้ลมช่วยผสม เพราะได้ผลไม่แน่นอน! ผสมเกสรด้วยมือเพิ่มอัตราการติดผลจาก 30% พุ่งเป็น 80-90% ทันที ช่อหนักขึ้น รายได้เพิ่มทันตาเห็น

1. เตรียมเกสรตัวผู้

ตัดช่อดอกตัวผู้บานสะพรั่ง ตากแดด/ผึ่งลม 1-2 วันจนแห้งสนิท เก็บใส่ภาชนะปิดสนิท แช่ตู้เย็นช่องธรรมดาเก็บไว้ใช้ได้นาน (ระวังอย่าให้ชื้น!)

2. วิธีการผสมตัวเมีย

เวลาทอง: 06.00-09.00 น. (ตัวเมียเปิดรับ ดอกมีความชื้นน้อย)

  • จั่นสด: ผูกช่อตัวผู้ 3-5 ช่อ ทาบช่อตัวเมีย
  • ผงแห้ง: พ่น/แต้มพู่กัน (อาจผสมแป้งทัลคัม)
  • ห่อแล้วเขย่า: ห่อถุงพลาสติก/ตาข่าย เขย่าให้ละอองคลุ้ง
  • *ถ้าฝนตก ต้องผสมซ้ำใน 1-2 วัน!

สูตรลับสุดยอด
ที่ห้ามข้าม!

ฉีดพ่น โนคะนาโนเซรั่มพืช ทุก 15-20 วัน

  • อัตราส่วน: 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร (ฉีดพ่น หรือปล่อยตามระบบน้ำรดลงราก)
  • จุดฉีดพ่น: ลำต้น กิ่ง ใบ ดอก ผล เน้นคอต้นที่ออกทะลาย!
  • ผลลัพธ์: ดอกร่วงผลหล่นน้อยมาก หวานกรอบ ฟื้นตัวไว เก็บผลได้ก่อนสวนอื่นหลายวัน!
  • *ผสมปุ๋ยน้ำ/ยาฆ่าแมลงได้ แต่ต้องเจือจางแยกกันก่อนรวมถัง

ระวัง! แมลงร้ายยอดฮิต

  • ด้วงงวงมะพร้าว & ด้วงแรด
    ยอดเหี่ยว ต้นตาย เจาะโคนใบ!
    วิธีแก้: ป้องกันแผลที่ต้น ใช้ฟีโรโมนดัก ทำความสะอาดสวน
  • โรคใบจุด (กราฟิโอล่า) & ราดำ (จากเพลี้ย)
    จุดสีน้ำตาลบนใบ
    วิธีแก้: ตัดใบทิ้ง พ่นสารกำจัด/จุลินทรีย์อย่างถูกวิธี

ระยะสุก... ราคาต่างกัน!

หลังออกดอก 7-8 เดือน (ก.ค.-ก.ย.) จะเริ่มเก็บได้ เลือกตัดทั้งช่อตามความต้องการตลาด:

  • คิมรี (Kimri): แข็งดิบ กรอบอมฝาด (ราคาปานกลาง)
  • รุฏับ (Rutab): กึ่งสุก นุ่มหวานอมเปรี้ยว (ราคาสูงกว่า)
  • ตัมร์ (Tamar): สุกแห้ง หวานจัด เก็บได้นาน (ราคาสูงที่สุด!)

*อย่าให้สุกเกินผลจะร่วง ตัดแล้วรีบแช่เย็นทันที!

สินทรัพย์ที่ให้รายได้งาม "ตลอดชีวิต"

อินทผลัมปลูกครั้งเดียว ให้ผลตอบแทนยาวนาน 60-80 ปี!
เตรียมดินดี ปลูกถูกเพศ ผสมเกสรด้วยมือ ใส่ปุ๋ยถูกช่วง ใช้นวัตกรรมตลอดอายุ

เกษตรกรที่รวยไม่ใช่คนที่ทำงานหนักที่สุด
แต่คือคนที่ "ลงทุนอย่างฉลาดที่สุด"


เกษตรฉลาด Smart Farmer

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ โนคะ สำหรับสวนอินทผลัมของคุณ

ติดต่อเราผ่านหน้าเว็บไซต์หลัก

”ต้องรู้ให้มาก ก่อนปลูกอินทผลัม บางคนเสียเงินนับล้าน เสียเวลาหลายปี“

“อินทผลัมผลเดียวราคาเป็นสิบบาท ช่อเดียวหนักเป็นสิบกิโล และต้นหนึ่งให้ผลได้นานถึง 60-80 ปี เป็นมรดกให้ลูกหลาน แต่ทำไมหลายคนปลูกแล้วไม่ได้ผลสักที ปัญหาอยู่ที่ไหน วันนี้จะเปิดให้รู้หมดเลยครับ


รู้จักอินทผลัมก่อน พืชมูลค่าสูงที่เหมาะกับเมืองร้อน
อินทผลัมเป็นผลไม้พรีเมียมที่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องการสูงมาก โดยเฉพาะตลาดมุสลิมและตลาดสุขภาพทั่วโลก
ราคาอินทผลัมสดคุณภาพดีอยู่ที่กิโลละ 200-500 บาทขึ้นไป
และถ้าแปรรูปเป็นอินทผลัมอบแห้งหรือผลิตภัณฑ์แปรรูปราคาพุ่งขึ้นอีกหลายเท่า
อินทผลัมชอบอากาศร้อนแห้ง แสงแดดจัดเต็มวัน
เหมาะมากกับภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่างของไทย
แต่ไม่ชอบความชื้นสูงและฝนชุก โดยเฉพาะช่วงผลกำลังสุก

รู้จักดินและสภาพแวดล้อมที่อินทผลัมต้องการ

อินทผลัมชอบดินร่วนปนทรายหรือดินร่วนที่ระบายน้ำดีเยี่ยม
หน้าดินลึกอย่างน้อย 1.5-2 เมตร รากอินทผลัมหยั่งลึกมาก
ไม่ชอบน้ำขังเลยแม้แต่ชั่วคราว รากเน่าได้ง่ายมากถ้าดินแฉะ
pH ที่เหมาะสมคือ 6.5 ถึง 8.0 ชอบดินด่างเล็กน้อยต่างจากพืชอื่นทั่วไป
ถ้าดินเปรี้ยวกว่านั้นต้องปรับก่อนด้วย หินแร่ธรรมชาติ
ทิ้งไว้ 1 เดือนแล้วค่อยปลูก
และที่สำคัญมากคืออินทผลัมทนเกลือได้ดีกว่าพืชทั่วไป
จึงปลูกได้ในพื้นที่ดินเค็มที่พืชอื่นปลูกไม่ได้ด้วย แต่อย่า เกิน9 ค่าpH

แนวทางปฏิบัติ
สิ่งแรก ต้องทำ หลัก3ก.
หนึ่ง พืชกินได้ คือดินต้องดี ค่าpHอยู่ระหว่าง5.5-7 (อินทผลัม6.5-8) เพราะถ้าดินเป็นกรด ดินเปรี้ยว มากเกินไป พืชกินปุ๋ยไม่ได้และจุลินทรีย์ดีตาย จุลินทรีย์ร้ายเกิด
โรครุมเร้าพืช

2 พืชกินครบ พืชต้องได้ธาตุอาหารครบ17ชนิด ขาดตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้เลย แม้แต่ชนิดเดียว อย่าใส่แต่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียว เพราะได้แต่ NPK ควรใส่ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง ธาตุอาหารเสริมให้ครบถ้วน มีทั้งอนินทรีย์วัตถุแร่ธรรมชาติและอินทรีย์วัตถุแปรรูป อะมิโนฮิวมิคฟูลหวิกปั้นเม็ด

3 พืชกินสม่ำเสมอ
ใช้ปุ๋ยน้อยแต่ถี่ๆ ให้ถูกสูตร ถูกเวลา ถูกอัตรา ถูกวิธี รู้จักใช้นวัตกรรม สารอาหารฉีดพ่นช่วย เพื่อให้พืชไม่ขาดอาหาร แม้แต่ช่วงดียว แม้กระทั่ง ฟ้าจะปิดฝนจะตก อากาศแปรปรวน พืชสังเคราะห์ด้วยแสงไม่ได้ ป้องกันอาการของพืชป่วย เช่นใบหงิกไบงอใบไหม้ใบเหลือง ลูกร่วงดอกหล่น ผลแตก รสชาติไม่ดี ขั้วไม่เหนียว บิดๆเบี้ยวๆ ไม่ใหญ่ไม่ยาว ไม่ดก ไม่หวานไม่มัน ออกผลไม่ตามฤดูกาล

นอกจากหลัก3ก. ดังกล่าว จะต้อง
ให้ถูกตามหลัก การถอดระหัส วงจรชีวิตของพืช สัดส่วนที่ลงตัวเพื่อดินที่สมบูรณ์และผลผลิตที่งดงาม
พืชหนึ่งไร่ต้องการน้ำ25% ต้องการอากาศแสงแดด25% ต้องการปุ๋ยเคมี5% คือ10ถึง20กิโลกรัมต่อไร่ ต่อรอบการใส่ และต้องการอนินทรีย์วัตถุหรือหินแร่ธรรมชาติ กับ อินทรีย์วัตถุหรืออะมิโนฮิวมิคฟูลหวิดปั้นเม็ด รวมกัน45% คือ25-35กิโลกรัมต่อไร่ต่อรอบการใส่ ซึ่งความเข้มข้นจะมากกว่า การใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยขี้ต่างๆหลาย

เตรียมพื้นที่และขุดหลุมคีทให้ถูกขนาด

ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 8×8 เมตร หรือ 10×10 เมตร
ได้ประมาณ 16-25ต้นต่อไร่
อินทผลัมต้องการแสงแดดเต็มวัน อย่าปลูกชิดกันเพราะบังแสงกัน
ผลผลิตตกทันทีเลยถ้าได้รับแสงไม่เพียงพอ
ขุดหลุมขนาดใหญ่ 1x1x1 เมตร ตากหลุมทิ้งไว้ 1 เดือนเต็มๆ
แยกดินชั้นบนและชั้นล่างไว้คนละกอง
ผสมดินชั้นบนกับโนคะแร่ธรรมชาติกับโนคะอินทรีย์วัตถุแปรรูป อะมิโน(อิวมิคฟูลหวิก รวมกัน 2กิโลกรัม ต่อหลุม
เพิ่มทรายหยาบลงไปด้วยถ้าดินแน่นหนักเกินไป เพื่อเพิ่มการระบายน้ำให้ดียิ่งขึ้น

ปุ๋ยรองก้นหลุม รากแข็งแกร่งคือชีวิตของอินทผลัม
เมื่อผสมทิ้งไว้ 30วัน
ก่อนวางต้นพันธุ์ลงหลุม ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุมก่อนเสมอ
ใส่ปุ๋ยร็อคฟอสเฟตหรือสูตร 0-45-0 ประมาณ 500 กรัม
ฝังลงก้นหลุมแล้วกลบดินทับหนา 5นิ้ว ก่อนวางต้นพันธุ์
ฟอสฟอรัสจะค่อยๆ ละลายออกมาเลี้ยงรากในระยะยาว
รากอินทผลัมแข็งแกร่งตั้งแต่ต้น ทนแล้งได้ดี โตเร็ว
และเริ่มให้ผลผลิตได้เร็วกว่าต้นที่ไม่ได้รองก้นหลุมหลายปีเลย


เลือกพันธุ์และปลูกให้ถูกวิธี เรื่องเพศต้นสำคัญมาก

นี่คือความรู้พิเศษที่คนปลูกมือใหม่มักไม่รู้
อินทผลัมแยกเพศ ต้นตัวผู้และตัวเมียอยู่คนละต้น
ต้องปลูกทั้งตัวผู้และตัวเมียในสัดส่วน 1 ตัวผู้ต่อตัวเมีย 8-10 ต้น
ถ้าไม่มีตัวผู้เลย ตัวเมียก็ไม่ติดผลเลยแม้แต่ผลเดียว

การปลูกอินทผาลัมจากการเพาะเมล็ดมักใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี หรือมากกว่านั้นกว่าต้นจะเริ่มออกดอกและให้ผลผลิต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปลูกจะทราบว่าต้นที่ได้เป็น “ตัวผู้” (ให้แต่เกสร ไม่ติดผล) หรือ “ตัวเมีย” (ให้ผลผลิต) สร้างความเสียหายทั้งเวลาและค่าดูแลรักษา 

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับต้นอินทผาลัมตัวผู้
* ระยะเวลาการตรวจสอบ: โดยทั่วไปต้นเพาะเมล็ดจะใช้เวลา 3-5 ปีในการออกดอกครั้งแรก
* ความเสี่ยง: หากซื้อกล้าพันธุ์ที่ไม่ได้รับมาตรฐาน (ไม่ได้ผ่านการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ) มีโอกาสสูงที่จะได้ต้นตัวผู้ในอัตราส่วนที่มาก
* ปัญหาที่พบ: ผู้ปลูกต้องเสียเวลาดูแล เสียค่าใช้จ่ายในการทำสวน และอาจได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเมื่อพบว่าเป็นต้นตัวผู้ที่ให้ผลผลิตไม่ได้

เลือกพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศไทย เช่น บาฮี บาร์ฮี และเมดจูล
พันธุ์เมดจูลราคาสูงที่สุด ผลใหญ่ที่สุด แต่ดูแลยากกว่าพันธุ์อื่น

ปลูกช่วงต้นฤดูร้อน วางต้นตรงกลางหลุมให้ตั้งตรง
กลบดินแน่นพอดีและรดน้ำทันทีหลังปลูก
การวางระบบน้ำที่เหมาะสมที่สุดสำหรับอินทผาลัม:
* ระบบน้ำหยด (Drip Irrigation): เป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยประหยัดน้ำ ส่งน้ำตรงสู่รากได้สม่ำเสมอ และลดปัญหาวัชพืช
* การติดตั้ง: วางสายน้ำหยด 2 เส้น (ขนาบข้าง) ห่างจากโคนต้นประมาณ 50-80 เซนติเมตร เพื่อให้รากขยายหาอาหารได้เต็มที่
* ปริมาณน้ำ: ให้น้ำประมาณ 15-25 ลิตรต่อต้นต่อครั้ง
* ความถี่:
* ต้นเล็ก (1-3 เดือนแรก): รดน้ำทุกวัน
* ต้นโต: รดน้ำทุก 1-3 วันต่อครั้ง ในช่วงเช้าหรือเย็น
* ฤดูหนาว: รดน้ำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง
* การจัดการ: ควรติดตั้งระบบอัตโนมัติเพื่อควบคุมปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้สม่ำเสมอ
* ข้อควรระวัง: อินทผาลัมชอบน้ำมากแต่ไม่ชอบน้ำขัง ดังนั้นควรมีระบบระบายน้ำที่ดี


ปุ๋ยช่วงต้นอ่อน 1-3 ปี สร้างลำต้นให้แข็งแกร่ง

ช่วงนี้ยังไม่ออกผล แต่ห้ามละเลยปุ๋ยเลยนะ
เพราะนี่คือช่วงที่สร้างลำต้น ระบบราก และโครงสร้างทั้งหมด
ปีแรกใส่ปุ๋ยสูตร 20-10-10 หรือ 15-15-15
อัตรา 300กรัมต่อต้น ผสมโนคะแร่ธรรมชาติผสมโนคะอินทรีย์วัตถุอะมิโนฮิวมิคฟูลหวิด รวมกัน800กรัม รวม3อย่าง 1.2กิโล ต่อต้น ใส่ทุกๆ 3เดือน

ปีที่2และ3เพิ่มเป็น 600กรัม
แร่ธรรมชาติ ผสม อะมิโนฮิวมิคฟูลหวิกรวม1กิโล รวม3อย่าง1.6กิโลต่อต้นต่อครั้ง ทุกๆ3 เดือน

โรยรอบทรงพุ่มห่างโคนต้น 50-80 เซน
อย่าโรยชิดโคนต้นเพราะรากอินทผลัมอยู่ด้านนอกทรงพุ่ม แล้วให้น้ำ


ปุ๋ยช่วงให้ผลผลิต อายุ 3-5 ปีขึ้นไป เปลี่ยนสูตรทันที

อินทผลัมเริ่มออกดอกและให้ผลตั้งแต่อายุ 3-5 ปีขึ้นอยู่กับพันธุ์และการดูแล
พอเริ่มออกช่อดอกให้เปลี่ยนสูตรปุ๋ยทันทีเลย
ใช้ปุ๋ยสูตร 12-12-17 หรือ 13-13-21 อัตรา 800กรัมผสมแร่ธรรมชาติ กับอะมิโนฮิวมิคฟูลหวิกอินทรีย์วัตถุ รวมกัน1.5 กิโล รวม3อย่าง2.3กิโลต่อต้นต่อครั้ง ใส่ปีละ 3-4ครั้ง
โพแทสเซียมสูงทำให้ผลอินทผลัมอวบใหญ่ หวานเข้มข้น สีสวย
อย่าลืมใส่แมกนีเซียมซัลเฟตและโบรอนด้วย
แมกนีเซียมช่วยการสังเคราะห์แสงและสะสมน้ำตาลในผล
โบรอนช่วยการออกดอกและติดผลให้สม่ำเสมอทั่วช่อ
..
สูตรลับสุดยอด ที่ข้ามไม่ได้
ทุกๆ 15-20วัน ฉีดพ่นด้วยโนคะนาโนเซรั่มพืช 1ซีซีต่อน้ำ1ลิตร ฉีดพ่นเท่าที่จะฉีดพ่นถึงได้ ตั้งแต่เล็ก และตลอดไป
ฉีดพ่น ได้ทุกช่วงของอินทผลัม ทั้งลำต้นกิ่งก้านใบดอกผล เน้นตรงบริเวณคอต้นที่ออกทะลาย แม้กระทั่งผสมน้ำปล่อยตามระบบน้ำ รดราดลงรากได้
สารอาหารในโนคะ เข้าสู่กระบวนการสร้างเซลล์ได้เลย พืชได้กินสม่ำเสมอ ถึงแม้ฝนตก ฟ้าปิด อากาศแปรปรวน พืชติดขัดในกระบวนการสังเคราะด้วยแสง แก้ปัญหาทางลัด ปัญหา ดอกร่วงผลหล่นจะมีน้อยมาก เสริมรสชาติ ความหวานความกรอบ ช่วงฟื้นฟู ฟื้นตัวได้ไว เก็บผลได้ก่อนคนอื่น หลายวัน
หากมีความจำเป็นต้องฉีดพ่นปุ๋ยน้ำหรือยากำจัดแมลง เชื้อราใดๆ3ารถผสมโนคะนาโนเซรั่มได้ อย่าเทรวมกันทีเดียว ให้ผสมเจือจางก่อน ค่อยนำมารวมกัน


การออกดอกของอินทผาลัมในไทย:
* ช่วงเวลาออกดอก: มกราคม – มีนาคม (ฤดูหนาว)
* ระยะเวลาเก็บเกี่ยว: หลังจากออกดอกประมาณ 7-8 เดือน หรือเริ่มเก็บผลผลิตได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน
* ปัจจัยกระตุ้น: อากาศหนาวเย็นช่วยกระตุ้นการสร้างตาดอก

การผสมเกสรด้วยมือ เพิ่มผลผลิตได้เป็นเท่าตัว

การผสมพันธุ์อินทผาลัมทำได้โดยการเก็บเกสรจากจั่นตัวผู้ที่แก่จัดมาตากแห้งหรือแช่ตู้เย็นไว้ เมื่อจั่นตัวเมียแตก (ช่วงเช้า 06.00-09.00 น.) ให้นำเกสรตัวผู้มาแต้ม พ่น หรือห่อช่อดอกตัวเมียด้วยถุงพลาสติก/ตาข่าย แล้วเขย่าให้ละอองฟุ้งกระจาย ทำซ้ำ 1-2 ครั้งเพื่อให้ติดผลดก 

เทคนิคการผสมพันธุ์อินทผาลัม
* การเตรียมเกสรตัวผู้: เก็บจั่นตัวผู้ที่สมบูรณ์ (ดอกบานสะพรั่ง) นำมาตัดช่อเกสรตากแดดหรือผึ่งลมในที่ร่ม 1-2 วัน จนละอองเกสรแห้งสนิท 3ารถเก็บใส่ภาชนะปิดสนิทแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาไว้ใช้ได้นาน
* ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรผสมช่วงเช้าตรู่ (06.00 – 09.00 น.) เพราะเป็นช่วงที่ดอกตัวเมียเปิดรับเกสรและมีความชื้นในอากาศน้อย

วิธีการผสม:
1. วิธีใช้จั่นสด: นำช่อเกสรตัวผู้สด 3-5 ช่อ มาผูกติดกับช่อจั่นตัวเมียโดยหันดอกเข้าหากัน
2. วิธีแต้ม/พ่น: นำละอองเกสรตัวผู้แห้ง (อาจผสมแป้งทัลคัมหรือแป้งฝุ่นเพื่อเพิ่มปริมาณในอัตราส่วนที่เหมาะสม) ใช้แปรงพู่กันแต้ม หรือใช้เครื่องพ่นละอองเกสรใส่ช่อดอกตัวเมีย
3. วิธีห่อ: นำถุงพลาสติกหรือตาข่ายมาห่อช่อดอกที่ผสมแล้ว แล้วเขย่าเพื่อให้ละอองฟุ้งกระจายติดทั่วช่อดอก
* การซ้ำ: หากผสมครั้งแรกแล้วมีฝนตก หรือผสมไม่ทั่วถึง ควรทำการผสมซ้ำอีกครั้งภายใน 1-2 วัน 
ข้อควรระวัง
* หากละอองเกสรตัวผู้มีความชื้นสูงจะทำให้เสียได้ง่าย
* ช่วงเวลาที่เร่งรีบคือเมื่อจั่นตัวเมียเพิ่งแตก (ระยะแรก) จะให้ผลผลิตดีที่สุด
นี่คือเทคนิคที่ชาวสวนอินทผลัมมืออาชีพทุกคนทำ
อย่ารอให้ลมช่วยผสมเกสรเพราะได้ผลไม่แน่นอนเลย
ผสมเกสรด้วยมือแล้วอัตราการติดผลสูงแค่จาก 30 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มเป็น 80-90 เปอร์เซ็นต์เลย
ช่อผลหนักขึ้น จำนวนผลต่อช่อมากขึ้น รายได้เพิ่มขึ้นทันที


เก็บเกี่ยวให้ถูกเวลา ระยะสุกแต่ละแบบราคาต่างกัน

อินทผลัมมีระยะการสุกที่ให้ราคาต่างกันมาก
ระยะคิมรีหรือระยะแข็งดิบ เนื้อกรอบหวานอมฝาด ราคาปานกลาง
ระยะรุฏับหรือกึ่งสุก เนื้อนุ่มหวานอมเปรี้ยว ราคาสูงกว่า
ระยะตัมร์หรือสุกแห้ง หวานเข้มข้น เก็บได้นาน ราคาสูงที่สุด
ตัดช่อผลทั้งช่อเมื่อถึงระยะที่ต้องการ
อย่าปล่อยให้สุกเกินเพราะผลร่วงและเสียหายได้ง่าย
หลังตัดแล้วรีบแช่เย็นหรือส่งตลาดทันทีเพื่อรักษาคุณภาพ

โรคและแมลงศัตรูสำคัญในสวนอินทผาลัม ได้แก่ ด้วงงวงมะพร้าว (ยอดอ่อนเหี่ยว, ต้นตาย) และด้วงแรดมะพร้าว (เจาะโคนใบ)ซึ่งต้องป้องกันไม่ให้ต้นเป็นแผล ร่วมกับโรคใบจุดกราฟิโอล่า (จุดสีน้ำตาลบนใบ) และโรคราดำที่มาพร้อมเพลี้ย การจัดการเน้นทำความสะอาดสวน, ใช้กับดักฟีโรโมน, ตัดใบที่เป็นโรคทิ้ง และใช้สารเคมีหรือจุลินทรีย์กำจัดอย่างถูกวิธี

อินทผลัมปลูกครั้งเดียวให้ผลตอบแทนยาวนานกว่า 60 ถึง80 ปี
ราคาดีตลอดปี ตลาดต้องการสูงทั้งในและต่างประเทศ
เตรียมดินดี เลือกพันธุ์ถูก ปลูกทั้งตัวผู้ตัวเมีย ผสมเกสรด้วยมือ
ใส่ปุ๋ยถูกช่วงถูกสูตร เก็บเกี่ยวถูกระยะ
แค่นี้อินทผลัมก็กลายเป็นสินทรัพย์ที่ให้รายได้งามตลอดชีวิต
เพราะเกษตรกรที่รวยไม่ใช่คนที่ทำงานหนักที่สุด แต่คือคนที่ลงทุนอย่างฉลาดที่สุด

**เกษตรฉลาด Smart Farmer**